posted on 14 Jan 2010 22:11 by isaraaim
ไม่รู้จะมีใครอ่านมั้ย แต่ก่อนอื่นขอบอกกับคนที่แง้มเข้ามาอ่านบล็อคนี้ ในเอ็นทรี่ที่สามของบล็อค (ให้ตายสิ ปล่อยให้รกร้่างมานานเท่าไร) ค่ะ เอ็นทรี่มันน้อยมาก เพราะบล็อคนี้ไม่ค่อยอั๊พ และเจ้าของบล็อค กำลัง เหงา เศร้า แม้ใบหน้ายังมีรอยยิ้มอยู่ก็ตาม บอกตามตรงว่า ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไม เราถึงเหงา เราถึงเศร้า และจะมาหาคำตอบ ณ ที่นี่ อีกที่หนึ่ง หวังว่า คนที่อ่านอยู่ โปรดช่วยให้เอมหาทางสุขเจอ ด้วยการเข้ามา แง้ม แย้ม ยิ้ม ที่บล็อคนี้หน่อยนะคะ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
posted on 02 Nov 2009 01:33 by isaraaim
เปิดเทอมแล้ว แต่ไม่แคล้ว อู้งานต่อ
ไม่รู้เป็นเพราะหัวข้อหรือเปล่า ที่ทำให้วันนี้ที่เป็นวันหยุด
ต้องมาปั่นงาน -[]-"
ไปดูหนังมาค่ะ ช่วงนี้นับว่าเป้นช่วงที่ดูหนังบ่อยมาก
ดูสองวัน ไม่ติดกันเท่าไร แต่ก็ถือว่าเร็ว
เรื่องแรกที่ไปดูคือ THIS IS IT ไปดูวันแรกเลย (28 ต.ต.)
ไปดูโรงแบบดิจิตอล เพราะมันมีฉายแค่ในโรงนั้น TOT
วันที่ไปดูคนน้อยมาก ทำให้เสียความมั่นใจไปหน่อยเหมือนกัน เพราะมีแต่คนบอกว่า
ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าที่ควร (ทีแรก อยากดู Surrogate ด้วยซ้ำไป)
แต่พอมาดูจริงๆ ต้องขอบอกว่าเป็นหนังเรื่องนึงที่ "ไม่ดูแล้วจะเสียใจ"
ถึงแม้ว่าจะเป็นหนังที่รวมๆภาพเบื้องหลังคอนเสิร์ต THIS IS IT ของไมเคิล แจ๊คสัน ก่อนที่เขาจะจากไปก็ตาม
แต่ความสนุกที่เหมือนบรรยากาศในคอนเสิร์ตก็ยังคงอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะทั้งเพลง ทั้งการเต้นของเขา ทำให้เรารู้สึกสนุกไปด้วย
และทำให้ได้สัมผัสกับการทำงานของเขา ที่เราเองก็น่าจะไปปรับใช้กับตัวเองได้ไม่มากก็น้อย เมื่อได้ดูจากหนัง จะเห็นเลยว่าเขาเป็นศิลปินจริงๆ ไมเคิล แจ๊คสัน รู้ตัวโน้ตทุกตัวที่อยู่ในเพลงของเขา รู้ทุกเม็ด ทั้ง คอร์ด เทมโป้ ซึ่งหาคนแบบนี้ได้ยาก และเขายังใส่ใจกับรายละเอียดของคอนเสิร์ตเขาทุกอย่าง ทั้งการคัดเลือกแดนซ์เซอร์ (ซึ่งมีคนไป Audition เยอะมากจนตาลาย -0-) การควบคุมเสียง รวมถึงสคริปต์ และหลายๆอย่าง และสิ่งที่ชอบมากอย่างหนึ่งของเขาคือ เขาให้ความสำคัญแก่คนทุกคน ที่ร่วมแสดง ให้พวกเขาแสดงฝีมือเต็มที่ ซึ่งการทำงานของเขา เอมชอบมากจริงๆ และนับถือความเป็นศิลปินของเขามาก ผนวกกับรู้สึกผิดไปด้วย
ผิดที่ เอมเกิดมาไม่ทันในยุคที่เขากำลังโดดเด่นในด้านดนตรี และ การเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ แค่ดันเกิดมาในยุคที่เขาต้องเจอคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ทำให้เอมและเพื่อนหลายๆคน คิดในมุมมองที่แตกต่างออกไป เพราะสื่อทำให้คิดแบบนั้น แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้ ก็คิดถึงเขา และ อยากขอโทษเขา ที่เราคิดผิดไป ขอโทษจริงๆค่ะ
อีกเรื่องหนึ่งเพิ่งดูตอนวันฮาโลวีนเลยค่ะ คือเรื่อง Law Abiding Citizen ดูแล้วยังเป็นเรื่องที่แรงโปรโมตไม่เท่าเรื่อง Surrogate เท่าไรนัก แต่ก็ลองไปดู เพราะมีคนบอกว่า Surrogate ไม่สนุก TT.
แต่พอดูเรื่องนี้ ขอคาราวะด้วยเหล้าหนึ่งจอกและหมั่นโถวสิบชิ้นให้กับคนวางพล็อตเรื่องและ คนเขียนบท และใครหลายๆคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะหนังเรื่องนี้วางเรื่องได้ดีมากๆเลยทีเดียว และเป็นหนังที่นำเสนอปัญหาที่เกิดขึ้น คิดว่า ทั่วโลกคงเป็นแบบนี้ ไม่เว้นแต่ประเทศไทยเอง ทำให้ฉุกคิดว่า ความยุติธรรมจริงๆไม่มีในโลกหรอก แต่หากเราจะแสวงความยุติธรรมที่แท้จริงก็หาได้ยาก เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร และ หากจะเอาความยุติธรรมกับผลประโยชน์ของตน คนส่วนใหญ่ก็ต้องเลือกผลประโยชน์อยู่แล้ว จริงไหมคะ
posted on 22 Oct 2009 13:41 by isaraaim
ใช้ฤกษ์งามยามดีโดยศึกษาจากสภาพอากาศตั้งแต่เช้าวันนี้จนถึงเวลาที่เขียนก็ปาเข้าไปบ่ายแล้ว
สารภาพตามตรงว่ายังไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำหลายอย่างมาก จนแทบจะบ้า
แต่อย่างน้อยก็ได้ทำสิ่งหนึ่งที่อยากจะทำมานานปีแล้วคือ...ปรับปรุงบล็อคใหม่ (เข้ามาชมกันเยอะๆนะคะ T^T)
ไม่รู้เป็นอะไรสิคะ...วันนี้ขี้เกียจมันทุกอย่าง
ขี้เกียจอาบน้ำ ขี้เกียจสระผม ขี้เกียจตื่น ขี้เกียจอ่านหนังสือที่ซื้อมาเมื่อวาน
ขี้เกียจดูหนัง ขี้เกียจทำการ์ดวันเกิดให้เพื่อน ขี้เกียจเก็บผ้า ขี้เกียจคุยกับเพื่อน
ขี้เกียจอ่านหนังสือเรียน ขี้เกียจเรียน ขี้เกียจมันทุกอย่างจนไม่รู้จะทำอะไร
.....โดยรวมแล้วนี่ บ้าเข้าไส้
เอาน่า ! เอมทำเป็นหย่อมๆก็ได้
อื้มม ลืมแนะนำตัวไป ชื่อเอมนะคะ ตอนนี้ก็อีกปีกว่าๆก็จะได้ทำบัตรประชาชนแล้ว TT.
เข้าประเด็นต่อ ตอนนี้ก็จะทำอะไรหย่อมๆ เล็กๆ น้อยๆ ทีละอย่างเอาให้ไม่เบื่อ
ไม่รู้เมื่อวานอะไรเข้าสิงเหมือนกัน ไปงานสัปดาห์หนังสือตั้งแต่ประมาณ 10.30
แต่ความจริงมาถึงสถานีตั้งแต่สิบโมง เป๊ะ
แต่เอมไม่อยากเดินคนเดียวหรอกค่ะ มันเหงา เลยรอรุ่นพี่และเพื่อนของพี่เขาที่สถานี
เดินไปสักประมาณเกือบๆชั่วโมง พี่ๆเขาก็กลับ ไปเรียนพิเศษต่อ
เราก็เดินมันคนเดียวนี่ล่ะว๊า....ก็หนุกดี
แต่กลับมาก็เศร้าเล็กๆ ทว่า เงินในกระเป๋าที่มี ใกล้หมดลงทุกขณะเพราะหนังสือทั้งหมด 6 เล่ม
พอตกบ่ายจะเย็นๆก็นั่งรถไฟใต้ดินกลับมาที่เซนทรัลลาดพร้าว
ซวยซ้ำสองทว่านั่งไปลงผิดสถานี แต่ก็กลับมารู้สึกดีเมื่อมีคุณอาคนหนึ่งบอกว่า
เขาก็จะไปเซนทรัล แต่ก็ลงผิดสถานีเหมือนกัน
พอมาถึงสถานีพหลโยธิน ดังใจหวังไว้ ก็รีบไปที่เซนทรัลทันที ระหว่างเดินไป
ก็เจอกลุ่มนักศึกษาที่อาจจะแก่กว่าเอมประมาณห้าหกปี มาเรียกเอมว่า "พี่"
....ในใจก็เซ็งเล็กๆ นี่เราหน้าแก่ขนาดนั้นเลยหรอวะ?....
และก็เซ็งอีกนิดนึงที่เราดันเป็นคนตอบสนองความสนใจในสิ่งที่พวกเค้าเรียกร้อง
และเซ็งอีกหน่อยที่เขามาขายของ ทำหน้าตาสงสาร จนยากที่จะปฏิเสธ
ในใจก็อยากอุดหนุน...แต่น้อง(ที่ความเป็นจริงต้องเป็นพี่เอมแท้ๆ)คะ พี่เพิ่งกระเป๋าแห้งหยกๆเอง T.T
ไม่มีตังค์ค่ะ น้องแกอาจไม่เชื่อ ยังทำหน้าเว้าวอนจนยากเกินที่จะแข็งใจ ก็ต้องใจอ่อนทำบุญไปติ่งนึง
อย่างน้อยมันก็ดีกว่าเสียตังค์กับสินค้าแพงๆ ที่เอมไม่มีตังค์จะซื้อ TT.
ต่อมาก็เจอแม่ ในระหว่างที่ตัวเองอ่านหนังสือรออยู่ในเซนทรัล แม่ก็พาเอมไปดูหนังต่อ
ไปดูเรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอ เป็นหนังที่เอมรอคอยที่จะดูมานานมาก มีแต่คนไปดูแล้วทั้งนั้น
คงเหลือแต่เพียงเอม และคนอีกเป็นกะหย่อม
ไปดูหนังรอบ 18.45 น. คนเต็มโรงอย่างไม่น่าเชื่อ พอหนังเริ่มฉายแล้วสังเกตุจากฟิล์มนั้นอาจผ่านการฉาย
มาหลายรอบพอดู ไม่แน่อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ฟิล์มม้วนนี้อาจจะคล้ายๆฟิล์มหนังเรื่องมนต์รักลูกทุ่งเวอร์ชั่นมิตร ชัยบัญชา กับ เพชรา เชาวราษฏร์ เป็นแน่ เพราะดูแล้ว มันฉายไม่กี่วันนี่หว่า ไมฟิล์มมันดูเก่าๆ สึกๆ =[]="
ดูเสร็จ ปาไปสามทุ่มกว่าๆ แต่นับว่าคุ้มค่าที่ได้ดู เป็นหนังที่ดูแล้วไม่ผิดหวัง และดูแล้ว ก็อยากดูอีก กลับบ้านมาก็ปาไปสี่ทุ่มจะห้าทุ่ม นั่งเล่นคอมไปเรื่อยๆด้วยความเหงา ปน เบื่อ จนไม่อยากหลับนอน และแล้วความเหงา ปน เบื่อ ก็รุมเร้าถึงตีสอง ก่อนที่จะหลับตาไป
.......ตื่นมา ปวดขา เหนื่อย และ ขี้เกียจ
ทว่าตอนนี้ท้องร้องเหมือนหิวข้าว.........
ขอขอบคุณไอติมและคุ๊กกี้ ของเจ้าของผลงานสุนัขรำพึง.